วันอาทิตย์ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2556

ตำนานรักศุลต่านของคุณป้ารู้ไหมคะว่าหนูปวดหัวมากค่ะ

คุณป้าแสนสวย  คณป้าอายุห้าสิบกว่าๆ แต่ว่ายังแต่งตัวสวย ผิวขาว สะอาดตาแบบผู้ดี เป็นลูกค้าคนหนึ่งที่ก่อให้เกิดปัญหากับดิฉันมาก

แรกๆมาอิฉันไม่ทราบหรอกค่ะ ว่าคุณป้าแสนสวยคนนี้แกมาส่งอะไรให้ใครที่ไปรษณีย์ทุกเดือน แล้ววันหนึ่งอิฉันก็ได้คำตอบค่ะ

คุณป้าแกเคยมีคนรักเป็นถึงคนใหญ่คนโตนอกประเทศเป็นถึงสุลต่านรูปหล่อ (อิฉันขอสงวนไม่บอกชื่อประเทศก็แล้วกันนะคะ)

แต่ชะตาฟ้าบันดาลให้เธอกับคนรักต้องพรากพรัดจากกัน ประหนึ่งนวนิยายน้ำเน่า แต่หากมันคือเรื่องจริงค่ะ คุณป้าแกเศร้าโศกเสียใจอาลัยหา อาวรณ์ครวญมาก ไม่ยอมลืมคนรักผู้ยิ่งใหญ่ผู้นั้น ยิ่งนานวันกลับยิ่งซึมลึก ถอนตัวไม่ขึ้น ยังเฝ้าเชื่อโยงสายใย ด้วยการส่งนั่น ส่งนี่ ส่งโน่นไปให้อยู่เนืองๆ

ซึ่งเรื่องนี้ลูกหลานของแกทราบ และเข้าใจแกมาก (คงพยายามเข้าใจน่ะค่ะ) เลยแอบมาตกลงกับไปรษณีย์ว่า ให้ช่วยรับไว้หน่อย แล้วเก็บไว้ เดี๋ยวลูกหลานว่างจะมาเอาของที่ป้าแกฝากส่งกลับบ้านไปเอง เพระาถ้าขืนบอกแกไปว่า สุลต่านจำแกไม่ได้ ลืมแกไปแล้ว หรือตายจากกันไป คุณป้าแสนสวย คงช็อกตาตั้งตามสุลต่านไปแน่

เป็นอันว่าไปรษณีย์เป็นทุกอย่างของคนไทยจริงๆค่ะ แม้กระทั่ง "หนังหน้าไฟ" ต้องทำเพื่อช่วยชีวิตคุณป้าเชียวนะคะ (ดิฉันจะภูมิใจดีไหม) แรกๆ คนที่เคยรับแกก็รับแกอยู่ค่ะ แต่หลังๆ เริ่มโยนมาให้อิฉัน และดิฉันปรี๊ดแตกถึงสองครั้ง

ครั้งแรก แกมาถึงก็ส่งเลยค่ะ อิฉันก็รับค่ะ แล้วเขียนใบเสร็จค่ะ แต่ที่อยู่มันเยอะค่ะ และใบเสร็จเขียนไม่พอ ก็เขียนให้พอรู้ค่ะ ว่าส่งไปไหน วันที่เท่าไร ราคาเท่าไร เขียนเสร็จก็ส่งให้ป้าแก

"อะไรน่ะ ทำไมที่อยู่ไม่ครบล่ะ" แกมองใบเสร็จแล้วบ่น

"ไม่เป็นไรหรอกค่ะป้า ของมันไปตามจ่าหน้าอยู่แล้วนะคะ ถ้าคุณป้าเขียนถูก มันก็ไปตามนั้นแหละค่ะ"อิฉันอธิบาย

"ไม่เอา" เริ่มจะวีน "เอาใบเสร็จใบใหม่มา เดี๋ยวพี่เขียนเอง เธอเขียนแล้วไม่ครบ"
อิฉันก็ส่งใบเสร็จใหม่ให้แกเขียนค่ะ แกเขียนเสร็จก็ส่งมา อิฉันก็ประทับตรา พวกที่เคยรับก็บอกอิฉันว่า ให้เก็บแกสองร้อย อิฉันก็เก็บสองร้อยค่ะ ตั้งแต่นั้นแกมาก็ไม่อยากเข้าช่องดิฉันค่ะ อิฉันก็ไม่ได้ใส่ใจค่ะ ปล่อยตามเรื่อง

เดือนต่อมา ก็มาส่งอีก ไม่มีใครรับ อิฉันก็รับอีก
"เอาใบเสร็จมา พี่เขียนเอง " แกจำได้ด้วยนะ ว่าอิฉันเขียนให้ไม่ครบ

ระหว่างเขียน อีพวกข้างๆ ก็บอกว่าให้เก็บร้องร้อยเหมือนเดิม

หลังจากแกเขียนเสร็จ อิฉันก็รับไป แล้วบอกแก "สองร้อยบาทค่ะ"

"อะไร ของแค่นี้ตั้งสองร้อยเลยเหรอ" (เริ่มวีนแล้ว)

หัวหน้าแผนกอิฉันวิ่งมาเลยค่ะ "อะไรครับ มีอะไรครับ"

"ก็ของแค่นี้เก็บตั้งสองร้อยเลยเหรอ ไม่ถึงหรอก" (ป้าคะ ป้าจะรู้ไหมคะ แม้ป้าจะบอกว่าของแค่นี้ แต่ถ้าไปเมืองนอกน่ะ มันไม่ต่ำกว่า เจ็ด-แปดร้อยแล้วนะคะ)

หัวหน้าแผนกอิฉันพูดต่อ" อ้อ ครับ ของนิดเดียวเอง คิดร้อยเดียวนะครับ ร้อยเดียว"อิฉันหมั่นไส้ค่ะ ทำไมไม่มารับแต่แรกล่ะเนี่ย รอให้อิฉันโดนวีนแล้วค่อยมารับหน้า เอาล่ะอิฉันจะเก็บไว้ชำระรอบเดียวเลย

ครั้งสุดท้ายที่ได้เจอ (สำหรับการส่งกับอิฉันนะคะ เพราะทุกวันนี้แกก็ยังมาส่งค่ะ แต่คนอื่นรีบมารับค่ะ กลัวอิฉันสำแดงเดชค่ะ)

"สวัสดีค่ะป้า ส่งของเหรอคะ" อิฉันทักด้วยอัธยาศัย แต่การตอบกลับมาคือ นิ่งเฉย

"เอาใบมา ฉันจะเขียนเอง" ดิฉันยื่นให้ค่ะ แล้วอิฉันก็พูดออกมา

"ของที่ส่งให้คนที่ตายไปแล้วน่ะ มาส่งไปรษณีย์ไม่ถึงหรอกค่ะ ต้องเอาไปเผาที่วัดค่ะ จะได้ถึงคนตาย"
คำพูดของอิฉันเล่นเอาลูกหลานของแกที่มาด้วยตาโตค่ะ หัวหน้าแผนก กับเพื่อนร่วมงานอิฉันอ้าปากเหวอค่ะ แต่คุณป้าแกไม่ได้สนใจอะไรค่ะ ยังคงเพ่งสมาธิเขียนต่อไป

ไม่ต้องให้ประโยคต่อไปหลุดออกมาอีก เพื่อนร่วมงานกับหัวหน้าแผนกดิฉันรีบเข้ามารับหน้าเสื่อแทนเลยส่งเสร็จ จ่ายเงิน ลูกหลานแกรีบพาแกกลับบ้านทันทีค่ะ

และตั้งแต่นั้นมา อิฉันก็ไม่เคยต้องมานั่งรับของจากคุณป้าอีกเลย เพราะคนอื่นทำแทนไปแล้ว นึกๆไป ก็เป็นความผิดของลูกหลานแกนั่นแหละ ปล่อยให้เรื่องมันเลยมาเนิ่นนาน ไม่ผ่อนปรน ไม่บอกความจริง เพระากลัวแกยอมรับความจริงไม่ได้ สุดท้ายมานั่งอกขมตรมไหม้ แล้วต้องมาเดือดร้อนคนอื่น ทั้งๆที่เป็นเรื่องในครอบครัวตัวแท้ๆ

อิฉันก็เห็นใจนะคะ แต่คุณป้าก็เป็นพวกคุณป้ามหาภัยแบบเงียบๆ จริงๆค่ะ

--------------------------------------------




ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น