วันพุธที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2556

เวรกรรมของไปรษณีย์ค่ะ...ไปรษณีย์อังกฤษทำของหาย แต่ด่าไปรษณีย์ไทย

ประเทศไทย..เกิดอะไรขึ้นนะ เมื่อวานร้อน วันนี้อากาศเช้าๆเย็น สายๆหน่อย แดดร่ม แล้วอากาศก็ขมุกขมัว เล่นเอาดิฉันแทบเป็นไข้

นั่งสวยๆอยู่ โทรศัพท์ก็เข้ามา....เสียงดังสนั่น ดิฉันอยู่ใกล้สุดก็รับค่ะ

"สวัสดีค่ะ ไปรษณีย์...ค่ะ" ส่งเสียงหวานไปตามสายค่ะ

"สวัสดีครับ จาก ควบคุมคุณภาพนะครับ พอดีมีเรื่องอยากแจ้งให้ทราบครับ" ต้นสายเสียงหล่อทุ้มมากค่ะ แต่ดิฉันสิคะ เหงื่อแตก ฝ่ายควบคุมคุณภาพโทรมาจะมีอะไรร้ายแรงไหมนะ มองหารอบข้างไม่มีใครเลย

"ค่ะ" รับคำไปคำหนึ่ง รอลุ้นอย่างระมึก

"เรื่องเป็นอย่างนี้นะ ลูกค้าเขาส่งของไปอังกฤษนะครับ เป็นเอกสารเกี่ยวกับการศึกษาของลูกเขานะครับ" ฝ่ายควบคุมฯอธิบาย

ดิฉันยังนั่งใจฟัง รู้สึกร้อนๆ หนาวๆ ขึ้นมาจริงๆแล้วสิ

"แล้วตรวจสอบแล้ว ปรากฎว่าของออกจากเมืองไทย และอังกฤษรับไปแล้วนะครับ"

ดิฉันโล่งอก นึกในใจ อย่างน้อย เราไม่ได้ทำผิดแล้วล่ะ รอดตาย -รอดตาย - รอดตาย ท่องอยู่ในใจ

"แต่ว่า อังกฤษทำของเขาหายครับ ดังนั้นเขาจึงเรียกร้องค่าชดใช้มา แต่ว่าเราคงชดใช้ให้ไม่ได้หมดตามนั้นแหละนะ ยังไงรบกวน ไปรษณีย์ของคุณช่วยประสานงานเรื่องการชดใช้ด้วยนะครับ แล้วทำเอกสารส่งมาให้ฝ่ายควบคุมฯด้วยนะครับ"

อ้าว ฝ่ายควบคุมขา แล้วหนูจะทำไงคะ...สิ่งแรกคือ โทรไปหาลูกค้าก่อนค่ะ

"สวัสดีค่ะ คุณพี่.......ใช่ไหมคะ"

"ครับ ไม่ทราบว่าใครพูโสายอยู่ครับ"

"ไปรษณีย์...ค่ะ ทราบว่าของที่คุรพี่ส่งสูญหายน่ะค่ะ จะโทรมาเกี่ยวกับเรื่องการชดใช้ค่ะ"

"ชดใช้อะไร!!!!..."ตวาดกลับมาอีก "คุณรู้ไหมว่าลูกผมไม่ได้เรียนน่ะ อะไรมันก็ชดใช้ไม่ได้หรอก โฆษณาเสียใหญ่โต แต่ทำไม่ได้เลย วันหลังไม่ต้องโฆษณา"

"แต่พี่คะ ของมันไปถึงอังกฤษแล้วไปรษณีย์อังกฤษเป็นคนทำหายนะคะ "

"คุณก็ต้องให้ไปรษณีย์อังกฤษช่วยหาสิ"

"คุณพี่คะ ถ้าไปรษณีย์อังกฤษเขาหาเจอ เขาคงไม่แจ้งมาว่ามันหายหรอกค่ะ แล้วเขาก็เป็นคนเสนอมาเองว่า ให้แจ้งค่าชดใช้ค่าเสียหายเขาไป เขาจะชดใช้ให้ค่ะ" ดิฉันย้อนไป หนอยมีอย่างที่ไหน ตัวก็รู้ว่าอังกฤษทำหาย แต่มาด่าไปรษณีย์ไทย แน่จริงไม่ไปด่าไปรษณีย์อังกฤษล่ะ

"จะชดใช้ยังไง" เริ่มอ่อนเสียงลง

"ก็คงจะได้ไม่หมดตามที่คุณพี่เรียกร้องหรอกนะคะ ค่าห้อง ค่าติวอะไรพวกนี้คงจะไม่ได้หรอกค่ะ"

พูดยังไม่ทันจบก็วางสายใส่ดิฉันโครมเบ้อเร่อค่ะ ปรากฎว่าการเจรจาไม่สัมฤทธิ์ผลค่ะ

คิดว่าเขาคงเสียใจที่ลูกเขาไม่ได้เรียนที่อังกฤษ และโมโหที่เรียกร้องค่าเสียหายก็ไม่ได้ตามที่ขอ ดิฉันก็ปล่อยเขาไปก่อนค่ะ ไปจัดารทำเอกสารเกี่ยวกับการชดใช้ รอเพียงเขาเซ็นต์รับเงินค่าเสียหายไปก็จบ

พอวันรุ่งขึ้น ดิฉันก็โทรใหม่ค่ะ แต่ไม่มีคนรับสาย

วันต่อมาก็โทรอีกค่ะ จนจะจำเบอร์เขาได้ขึ้นใจแล้วนะคะ ก็ยังไม่มีคนรับ

จนวันที่สามเขาจึงได้รับสาย
"คุณพี่คะ หนูจะโทรมาแจ้งเรื่องค่าชดใช้ค่ะ ไม่ทราบว่าคุณพี่สะดวกมารับวันนี้ไหมคะ"

"วันนี้ผมไม่ว่าง"

"ถ้าอย่างนั้น พรุ่งนี้ว่างไหมคะ"

"พรุ่งนี้ก็ไม่ว่าง"

"ถ้าอย่างนั้น คุณพี่สะดวกมารับวันไหนคะ"

"วันเสาร์" ปลายสายตอบมา ฟังจากน้ำเสียงคาดว่าเขาคงใจเย็นลง และรู้อย่างลึกซึ้งแล้วว่ามันไม่ใช่ความผิดของเรานะ

"ค่ะ ถ้าอย่างนั้นวันเสาร์รบกวนคุณพี่มาลงชื่อรับค่าเสียหายด้วยนะคะ"

"อืม" ตอบแค่นั้นแล้วเขาก็วางสายไป

พอวันเสาร์ อิฉันก็รอๆๆๆๆ จนจะปิดไปรษณีย์ ก็มีชายร่างภูมิฐานอีกคนหนึ่งมา

"ผมมารับค่าชดใช้ ค่าเสียหาย" เขาบอก

ดิฉันยิ้ม (แต่เขาไม่ยิ้มค่ะ) แล้วหยิบเอกสารลงชื่อให้เขาลงชื่อ พร้อมจ่ายเงิน แล้วบอกกับเขาว่า
"ขอโทษด้วยนะคะพี่ หนูก็ไม่คิดว่าเรื่องแบบนี้จะเกิดขึ้น" เขายกมือขึ้นห้าม ประมาณว่าไม่ต้องพูดอะไรแล้ว ให้มันจบไป...

เฮ้อ..เชื่อไหมคะ ตลอดเวลาที่เกิดเรื่องนี้ขึ้น ดิฉันไม่สบายใจเลยค่ะ นึกถึงใจเขาใจเรานะคะ..แต่มันก็เป็นเหตุสุดวิสัยจริงๆค่ะ...ดิฉันว่าไปรษณีย์ไทยเนี่ยทำงานหนักกว่าไปรษณีย์เมืองนอกเสียอีกนะคะ ทำด้วยใจจริงๆ แต่สุดท้ายวันๆก็ไม่วาย โดนด่า โดนว่า จะมีใครไหมนะ...ที่จะชื่นชมเราบ้าง....คงต้องนับหนึ่งไปถึงนิรันดร์นะคะเนี่ย...เฮ้อ...(อีกครั้ง)


สงครามผัว-เมียหลวง-เมียน้อย...สุดท้ายไปรษณีย์ผิด

กำลังนั่งสวยๆ อยู่หน้าเคาน์เตอร์...แหม อากาศข้างนอกฤดูร้อนในประเทศไทยเนี่ย มันร๊อนนนน..ร้อนนนนน นะคะ ท่านผู้อ่าน ทำงานไปเรื่อยๆ ผู้ใช้บริการก็เริ่มบางตา และหมดไป นั่งทำงานแล้ว ได้พักบ้าง ผ่อนคลายกล้ามเนื้อ ผ่อนคลายสายตาค่ะ...

เสียงประตูเปิด ผู้ชายวัยกลางคนเดินเข้ามาค่ะ แล้วส่งเสียงถามดังมาก...
"ใครเป็นคนรับฝากของชิ้นนี้"

พวกเรามองแล้วก็พิจารณาสักครู่...

"ผมรับเองแหละ มีปัญหาตรงไหนหรือครับ" พี่รวยถามขึ้น

"มีสิ เนี่ย..ของแบบนี้คุณรัะบไปได้ยังไง"...ถามพร้อมโยนกล่องมา ดิฉันให้สงสัยยิ่งนักว่า หน้าตา การแต่งกายของชายผู้นี้ดีมาก ทำไมถึงกระทำการน่ารังเกียจเสียจริง

พอกล่องวางบนเคาน์เตอร์ เราก็มาพิจารณากล่องกัน กล่องก็สภาพดี ไม่เสียหาย ชื่อที่อยู่ผู้รับ-ผู้ฝากส่ง ก็มีครบ แล้วมันผิดอะไรเราก็ งง

"เปิดดูสิ จะได้รู้ว่ามีอะไร" แน่ะ อีตานั่น ยังมาสั่งอีก

พี่รวยแกค่อยๆเปิดกล่องดู ภาพที่ปรากฎเบื้องหน้ากับสิ่งของในกล่องนั้นที่ปรากฎ ทำให้เราทุกคนแปลกใจมาก...

มันคือ ถุงมือยางสีขาว ที่เอาอะไรบางสิ่งยัดเข้าไปให้เหมือนมือ แล้วเอาสีแดงเทละเลงแลคล้ายเลือด

"ของแบบนี้คุณรับฝากได้ยังไง รู้ไหมเนี่ยเขาส่งไปให้เมียผมที่บ้าน เมียผมเปิดขึ้นมาตกใจเลย ถ้าเขาช็อคตายไปจะว่ายังไง" ถามแบบฉุนเฉียว

หัวหน้าดิฉันฟังแล้วแกคงเอะใจ แกเลยอธิบายไปว่า
"คุณ ของเนี่ยคนเขามาส่งวันหนึ่งเป็นร้อยๆ บางคนเขาก็ห่อมาจากบ้านแล้ว คุณจะให้เราบอกให้ทุกคนแกะกล่องให้เราดู ทั้งที่เขาห่อมาเรียบร้อยแล้วเหรอ ทำอย่างนั้นไม่ได้หรอก เพราะบางคนเขาก็มีของส่วนตัวของเขาที่เขาอายไม่กล้าให้ใครดู แล้วรู้ไหมล่ะว่าใครส่ง พอจะรู้ไหม?"

ผู้ชายคนนั้นอึกอักสักครู่หนึ่ง ก่อนจะยอมปริปาก เพราะไม่มีทางเลี่ยงแล้ว "เมียน้อยผมเอง"

ทุกคนในเหตุการณ์ งง กับคำตอบ และแทบจะหัวเราะออกมาดังๆ ด้วยซ้ำ ที่คุณผู้ชายอุตส่าห์หอบหน้าตัวเองมาประจานว่าตัวเองมีเมียน้อย และแกคุมเมียน้อยไม่ได้

"ถ้ายังงั้น ไม่ใช่ความผิดของไปรษณีย์นะ คุณต้องไปจัดการกันเอาเอง เขามาส่งเราก็รับ คุณจะให้เราปฏิเสธลูกค้าหรือ" หัวหน้าอธิบายต่อ

"ผมไม่รู้ว่าเขาอยู่ไหนน่ะสิ เขาย้ายจากบ้านเดิมไปแล้ว เพราะผมยื่นคำขาดขอเลิกกับเขา"

"ก็ไปตามที่อยู่บนกล่องนั่นแหละ บนกล่องเขียนว่า (...หน่วยงานราชการแห่งหนึ่ง...) " พี่รวยแกพูดขึ้น

"ไม่ใช่ที่อยู่เขาหรอก นั่นที่ทำงานผมเอง (...หน่วยงานราชการนั้น...) ผมทำงานที่นั่น" ผู้ชายคนนั้นที่ตอนนี้ยืนนิ่ง เริ่มเบาเสียงลง ไม่รู้เพราะเริ่มอาย หรือว่าสำนึกผิดที่มาปล่อยระเบิดใส่ผิดตัวเสียแล้ว

"ก็ไม่รู้ล่ะ เราก็ทำตามหน้าที่เรา อันนั้นมันเรื่องส่วนตัวของคุณแล้วล่ะ เราช่วยอะไรไม่ได้ล่ะ" หัวหน้าแกพูดแล้วเดินออกไปเลย

ผู้ชายคนนั้น รีบเก็บกล่อง แล้วเดินออกจากไปรษณีย์ไปเหมือนกัน...

พอลับหลังผู้ชายคนนั้นแล้ว เลิกงานเราก็ยังคงมาพูดถึงเรื่องนี้กันอยู่

"เออ เอากันเข้าไป มีเมียน้อย คุมเมียน้อยไม่อยู่ก็มาโทษไปรษณีย์ผิด ทำไมนะ ไม่มองตัวเองมั่งเลย ไอ้ไก่อ่อนเอ๊ยยยยย  ริมิเมียน้อยดันคุมมันไม่อยู่ ต้องอย่างข้านี่ มีเมียน้อย ข้าบอกกับยัยป้าเลยว่ามีเมียน้อย" หัวหน้าแกคุยโอ่

"แหม..ลุง ป้าแกไม่เชื่อดิว่าลุงมีเมียน้อย.. " ดิฉันแซวแก

"ก็เมียหลวงที่ไหนมันจะไปเชื่อวะ อยู่ดีๆ ผัวมันเดินมาบอกแกว่า เฮ้ยยย ฉันมีเมียน้อยว่ะ ถ้าเป็นแก แกจะเชื่อไหม อยู่ดีๆ ผัวมาบอกว่ามีเมียน้อย" แกไถลไปตามเรื่อง

"แต่..แหม ตอนเข้ามาน่าหมั่นไส้นะลุง ทำวางท่าใหญ่โต โน่นนี่ จะหาตัวคนผิด สุดท้าย ไม่ต้องไปหาใครหรอก ก็ตัวเองแหละผิด ดันไปมีเมียน้อย ตอนนี้นะ สมน้ำหน้ามากกว่าสงสารอีกนะลุง กลับไป ไม่รู้เมียหลวงจะขอเลิก ฟ้องแบ่งสมบัติรึเปล่าเนี่ย" ดิฉันพูดปนขำ

"เออ เป็นเวรกรรมของมันว่ะ ขอแค่ภาวนาให้ยัยป้าของฉันไม่รู้ก็พอ ฮ่าๆๆๆๆ" ลุงหัวหน้าแกพูดเสร็จแล้วหัวเราะเสียงดัง


เฮ้อ....เรื่องของผัวๆ เมียๆ เมียหลวง เมียน้อย นี่มันลำบากจริงจริ๊งงงง...สงสัยเมียน้อยคนนี้คงจะยึดหลักตามเจ๊เบียบที่ว่า "รวมกันเราอยู่...แยกกูมึงตาย...นะคะ ท่านผู้อ่าน โฮะๆๆๆๆ





วันอังคารที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2556

กรุณาใส่ที่อยู่กับเบอร์โทรศัพท์ของผู้ฝากด้วยนะคะ..เรื่องแสนจะธรรมดา..แต่ว่าต้องบอกกันทุกวัน

บ่ายแก่ๆ ของวันนี้อิฉันต้องนั่งทำงานเช่นเดิม

สองสามี-ภรรยา คู่หนึ่งเดินเข้ามาในไปรษณีย์ของดิฉัน

"เชิญด้านนี้ค่ะ ส่งอะไรคะ คุณพี่" อิฉันเรียก

คุณผุ็ชายเดินตรงเข้ามาที่เคาน์เตอร์ดิฉัน ฝนขณะที่คุณพี่ผู้หญิงที่เป็นภรรยา ยืนสำรวจสินค้าในตู้โชว์ด้วยความสนใจ

"ส่งอีเอ็มเอส ครับ"

ดิฉันรับมาพิจารณา ดูการบรรจุซองเรียบร้อยดี ชื่อที่อยู่ผู้รับก็เล่นเอาตะลึงไปสักครู่

"คุณพี่คะ ช่วยใส่ที่อยู่ผู้ฝากให้หน่อยค่ะ" ดิฉันบอก

"ไม่ใส่นะครับ เพราะเขาฝากผมมา" แน่ะ..มาดื้อใส่ดิฉันเสียอีก

"งั้นถ้าไม่ทราบที่อยู่เขาใส่ที่อยู่คุณพี่ก็ได้ค่ะ ถ้าของมีปัญหาจะได้ตีกลับไปหาผู้ฝากได้นะคะ"

เริ่มมีอารมณ์โมโห"ก็เขาสั่งผมมาว่าไม่ต้องใส่ ผมก็ต้องทำตามที่เขาสั่งสิครับ"

คุณพี่คะ ถ้าคุณพี่ส่งไปที่นี่ แล้วไม่ใส่ที่อยู่ หนูรับให้พี่ไม่ได้หรอกค่ะ ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นหนูก็ซวยสิคะ" ดิฉันเริ่มเสียงแข็งค่ะ และท่าทีเอาจริง

คุณผู้ชายเห็นที่ดิฉันไม่รับแน่ จึงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาหาผู้ฝาก แล้วกรอกชื่อ-ที่อยู่ผู้ฝากส่ง แล้วจึงมาฝากส่งดิฉัน เรื่องจึงเรียบร้อยลง

โธ่...คุณขา จะไม่ให้ดิฉันเสียงแข็งได้อย่างไรคะ ในเมื่อหน้าซองจ่าหน้าผู้รับเป็น "สำนักพระราชวังค่ะ..."


------------------------------------------------------------------



บางทีดิฉันก็เบื่อกับพวกที่ไม่รู้ แต่ก็ทำท่าทีเป็นรู้มากเสียจริงนะคะ วีรกรรมแสนแสบของลูกค้าก็ยังคงมีเรื่อยๆ และคงเป็นเรื่องเดิมๆ คือ ไม่ค่อยชอบใส่ที่อยู่ของผู้ฝาก ทั้งๆที่มันเป็นประโยชน์ต่อตนเองชัดๆ

บ่ายแก่ ของวันหนึ่ง ลูกค้ายาวเหยีด พี่เคาน์เตอร์ข้างๆ ดิฉันชื่อพี่รวยก็รับฝากตามปกติ จนมาถึงผู้ชายคนหนึ่งที่ยืนเข้าแถวอยู่ 

"ส่งอีเอ็มเอสครับ" ลูกค้าคนนั้นบอก

พี่รวยนั่งพินิจพิจารณาครู่หนึ่งก็ส่งของคืนลูกค้า "ช่วยใส่ที่อยู่ให้ด้วยนะครับ ที่อยู่ผู้ฝากยังไม่มีเลย"

ผู้ส่งอารมณ์ขึ้นทันที พูดเสียงดังว่า "ทำไมไปรษณีย์อีกที่หนึ่งบอกว่าไม่ต้องเขียนก็ได้ ทำไมไปรษณีย์นี้ต้องให้ลูกค้าเขียนที่อยู่คนส่งด้วย"

พี่รวยนั่งหน้าเศร้า ดิฉันทนไม่ไหวเลยบอกไปว่า

"พี่ไม่ต้องเขียนที่อยู่ผู้ส่งก็ได้นะคะถ้าพี่ไม่อยากเขียน แต่พี่ช่วยเขียนตรงผู้ฝากส่งว่าเดินทาง ละทิ้ง ไม่ต้องส่งคืนนะคะ เพราะเราจะได้เอาไปทำลายเวลาของส่งคืนมาค่ะ ไม่ต้องเก้บไว้ให้ใครมารับคืน"
ผู้ส่งคนนั้น ยืนนิ่งสักครู่ แล้วหยิบของกลับไปเขียนชื่อที่อยู่ผู้ฝากส่ง แล้วกลับมาส่งใหม่อีกครั้ง

บางครั้ง เราก็ต้องแข็งใส่บ้างนะคะ เพื่อความถูกต้อง ลูกค้าคงไม่รู้หรอกนะคะว่า เวลาที่เขาไม่ใส่ที่อยู่ผู้ฝากส่ง ไปรษณีย์ลำบากขนาดไหน ของที่เก็บไว้ก็มากมายไม่รู้จะไปคืนให้ใคร อีกอย่างหนึ่ง ไปรษณีย์สามารถปฏิเสธการรับฝากได้นะคะ ถ้าเราพิจารณาแล้วว่าการรับฝากนั้นไม่เป็นไปตามเงื่อนไขของไปรษณีย์...

วันอาทิตย์ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2556

ตำนานรักศุลต่านของคุณป้ารู้ไหมคะว่าหนูปวดหัวมากค่ะ

คุณป้าแสนสวย  คณป้าอายุห้าสิบกว่าๆ แต่ว่ายังแต่งตัวสวย ผิวขาว สะอาดตาแบบผู้ดี เป็นลูกค้าคนหนึ่งที่ก่อให้เกิดปัญหากับดิฉันมาก

แรกๆมาอิฉันไม่ทราบหรอกค่ะ ว่าคุณป้าแสนสวยคนนี้แกมาส่งอะไรให้ใครที่ไปรษณีย์ทุกเดือน แล้ววันหนึ่งอิฉันก็ได้คำตอบค่ะ

คุณป้าแกเคยมีคนรักเป็นถึงคนใหญ่คนโตนอกประเทศเป็นถึงสุลต่านรูปหล่อ (อิฉันขอสงวนไม่บอกชื่อประเทศก็แล้วกันนะคะ)

แต่ชะตาฟ้าบันดาลให้เธอกับคนรักต้องพรากพรัดจากกัน ประหนึ่งนวนิยายน้ำเน่า แต่หากมันคือเรื่องจริงค่ะ คุณป้าแกเศร้าโศกเสียใจอาลัยหา อาวรณ์ครวญมาก ไม่ยอมลืมคนรักผู้ยิ่งใหญ่ผู้นั้น ยิ่งนานวันกลับยิ่งซึมลึก ถอนตัวไม่ขึ้น ยังเฝ้าเชื่อโยงสายใย ด้วยการส่งนั่น ส่งนี่ ส่งโน่นไปให้อยู่เนืองๆ

ซึ่งเรื่องนี้ลูกหลานของแกทราบ และเข้าใจแกมาก (คงพยายามเข้าใจน่ะค่ะ) เลยแอบมาตกลงกับไปรษณีย์ว่า ให้ช่วยรับไว้หน่อย แล้วเก็บไว้ เดี๋ยวลูกหลานว่างจะมาเอาของที่ป้าแกฝากส่งกลับบ้านไปเอง เพระาถ้าขืนบอกแกไปว่า สุลต่านจำแกไม่ได้ ลืมแกไปแล้ว หรือตายจากกันไป คุณป้าแสนสวย คงช็อกตาตั้งตามสุลต่านไปแน่

เป็นอันว่าไปรษณีย์เป็นทุกอย่างของคนไทยจริงๆค่ะ แม้กระทั่ง "หนังหน้าไฟ" ต้องทำเพื่อช่วยชีวิตคุณป้าเชียวนะคะ (ดิฉันจะภูมิใจดีไหม) แรกๆ คนที่เคยรับแกก็รับแกอยู่ค่ะ แต่หลังๆ เริ่มโยนมาให้อิฉัน และดิฉันปรี๊ดแตกถึงสองครั้ง

ครั้งแรก แกมาถึงก็ส่งเลยค่ะ อิฉันก็รับค่ะ แล้วเขียนใบเสร็จค่ะ แต่ที่อยู่มันเยอะค่ะ และใบเสร็จเขียนไม่พอ ก็เขียนให้พอรู้ค่ะ ว่าส่งไปไหน วันที่เท่าไร ราคาเท่าไร เขียนเสร็จก็ส่งให้ป้าแก

"อะไรน่ะ ทำไมที่อยู่ไม่ครบล่ะ" แกมองใบเสร็จแล้วบ่น

"ไม่เป็นไรหรอกค่ะป้า ของมันไปตามจ่าหน้าอยู่แล้วนะคะ ถ้าคุณป้าเขียนถูก มันก็ไปตามนั้นแหละค่ะ"อิฉันอธิบาย

"ไม่เอา" เริ่มจะวีน "เอาใบเสร็จใบใหม่มา เดี๋ยวพี่เขียนเอง เธอเขียนแล้วไม่ครบ"
อิฉันก็ส่งใบเสร็จใหม่ให้แกเขียนค่ะ แกเขียนเสร็จก็ส่งมา อิฉันก็ประทับตรา พวกที่เคยรับก็บอกอิฉันว่า ให้เก็บแกสองร้อย อิฉันก็เก็บสองร้อยค่ะ ตั้งแต่นั้นแกมาก็ไม่อยากเข้าช่องดิฉันค่ะ อิฉันก็ไม่ได้ใส่ใจค่ะ ปล่อยตามเรื่อง

เดือนต่อมา ก็มาส่งอีก ไม่มีใครรับ อิฉันก็รับอีก
"เอาใบเสร็จมา พี่เขียนเอง " แกจำได้ด้วยนะ ว่าอิฉันเขียนให้ไม่ครบ

ระหว่างเขียน อีพวกข้างๆ ก็บอกว่าให้เก็บร้องร้อยเหมือนเดิม

หลังจากแกเขียนเสร็จ อิฉันก็รับไป แล้วบอกแก "สองร้อยบาทค่ะ"

"อะไร ของแค่นี้ตั้งสองร้อยเลยเหรอ" (เริ่มวีนแล้ว)

หัวหน้าแผนกอิฉันวิ่งมาเลยค่ะ "อะไรครับ มีอะไรครับ"

"ก็ของแค่นี้เก็บตั้งสองร้อยเลยเหรอ ไม่ถึงหรอก" (ป้าคะ ป้าจะรู้ไหมคะ แม้ป้าจะบอกว่าของแค่นี้ แต่ถ้าไปเมืองนอกน่ะ มันไม่ต่ำกว่า เจ็ด-แปดร้อยแล้วนะคะ)

หัวหน้าแผนกอิฉันพูดต่อ" อ้อ ครับ ของนิดเดียวเอง คิดร้อยเดียวนะครับ ร้อยเดียว"อิฉันหมั่นไส้ค่ะ ทำไมไม่มารับแต่แรกล่ะเนี่ย รอให้อิฉันโดนวีนแล้วค่อยมารับหน้า เอาล่ะอิฉันจะเก็บไว้ชำระรอบเดียวเลย

ครั้งสุดท้ายที่ได้เจอ (สำหรับการส่งกับอิฉันนะคะ เพราะทุกวันนี้แกก็ยังมาส่งค่ะ แต่คนอื่นรีบมารับค่ะ กลัวอิฉันสำแดงเดชค่ะ)

"สวัสดีค่ะป้า ส่งของเหรอคะ" อิฉันทักด้วยอัธยาศัย แต่การตอบกลับมาคือ นิ่งเฉย

"เอาใบมา ฉันจะเขียนเอง" ดิฉันยื่นให้ค่ะ แล้วอิฉันก็พูดออกมา

"ของที่ส่งให้คนที่ตายไปแล้วน่ะ มาส่งไปรษณีย์ไม่ถึงหรอกค่ะ ต้องเอาไปเผาที่วัดค่ะ จะได้ถึงคนตาย"
คำพูดของอิฉันเล่นเอาลูกหลานของแกที่มาด้วยตาโตค่ะ หัวหน้าแผนก กับเพื่อนร่วมงานอิฉันอ้าปากเหวอค่ะ แต่คุณป้าแกไม่ได้สนใจอะไรค่ะ ยังคงเพ่งสมาธิเขียนต่อไป

ไม่ต้องให้ประโยคต่อไปหลุดออกมาอีก เพื่อนร่วมงานกับหัวหน้าแผนกดิฉันรีบเข้ามารับหน้าเสื่อแทนเลยส่งเสร็จ จ่ายเงิน ลูกหลานแกรีบพาแกกลับบ้านทันทีค่ะ

และตั้งแต่นั้นมา อิฉันก็ไม่เคยต้องมานั่งรับของจากคุณป้าอีกเลย เพราะคนอื่นทำแทนไปแล้ว นึกๆไป ก็เป็นความผิดของลูกหลานแกนั่นแหละ ปล่อยให้เรื่องมันเลยมาเนิ่นนาน ไม่ผ่อนปรน ไม่บอกความจริง เพระากลัวแกยอมรับความจริงไม่ได้ สุดท้ายมานั่งอกขมตรมไหม้ แล้วต้องมาเดือดร้อนคนอื่น ทั้งๆที่เป็นเรื่องในครอบครัวตัวแท้ๆ

อิฉันก็เห็นใจนะคะ แต่คุณป้าก็เป็นพวกคุณป้ามหาภัยแบบเงียบๆ จริงๆค่ะ

--------------------------------------------




โดนร้องเรียนเพราะ ค ควาย ตัวเดียว

นึกถึงเรื่องนี้ทีไรให้ขำเสียทุกที เพราะมันคือความเข้าใจผิดของลูกค้าแบบที่เขาไม่เข้าใจ และเราไม่ตั้งใจให้มันเกิดเรื่องแบบนี้เลย

บ่ายวันที่อากาศร้อนอบอ้าวมาก (จริงๆ ร้อนทุกวันนะคะ เมืองไทยนี่ อิฉันนั่งรอวันฝนแห้ง หิมะตก มาจะชั่วชีวิตแล้วค่ะ) ดิฉันนั่งทำงานด้วยความสุข ก็มี คุณป้าคหนึ่งค่ะ ท่าทางเป็นคนไม่ค่อยรู้หนังสือค่ะ แกเดินเข้ามาในไปรษณีย์

ป้าคนนั้นแกเดินไปที่เครื่องกดบัตรคิว และเครื่องกดบัตรคิวเขียนไว้ว่า "กดบัตรคิวที่นี่" อิฉันก็นั่งชำเลืองมองว่าแกจะกดหรือไม่

ป้าแกทำท่างกๆเงิ่นๆ จนดิฉันทนไม่ไหวค่ะ เลยบอกไปว่า
"ป้าจ้ะ กดไปเลยจ้ะบนตัวหนังสือที่เขจียนว่ารับบัตรคิวที่นี่น่ะป้า"

ป้าแกหันมามองแว่บหนึ่ง แล้วยื่นนิ้วชี้ออกไป ทำท่าจะกด แล้วชะงัก อิฉันก็นั่งมอง บอกซ้ำไปอีก
"ป้าจ้ะ กดไปบนตัวหนังสือเลยจ้ะป้า ตัวไหนก็ได้ป้า ก ไก่ ร เรือ หรือ ค ควายก็ได้นะป้า"

แกก็กดไๆปเลยค่ะ แล้วพวกเราก็ทำงานต่อ บังเอิญน้องข้างๆ ก็กดเรียกคิวป้า พอถึงเลขของป้า น้องช่อง หนึ่งก็ถามว่า
"ป้าส่งแบบไหนคะ"

"เอาแบบเร็วๆน่ะ" ป้าบอก "ป้าทำไม่ค่อยเป็นหรอก" แกบอกเรียบๆ อิฉันก็ยิ้มค่ะ (คือประมาณว่า ช่างมันเหอะพป้า หนูไม่ว่าไรป้าหรอก มันผ่านไปแล้ว)

ตกเย็น หัวหน้าลงมาหน้าตื่น ไปยืนที่บัตรคิว สักพักก็เดินตรงรี่มาที่อิฉันเลยค่ะ

"ได้ข่าวว่าวันนี้มีป้ามาใช้บริการ แล้วเขากดบัตรคิวไม่เป็นหรือ" หัวหน้าถามค่ะ

"ใช่ค่ะ" อิฉันตอบแล้วยิ้ม (แบบมั่นหน้าว่าทำดีค่ะ สวยๆ)

"เขาบอกว่าเราไปว่าเขาว่าเป็นควายเหรอ เขาโทรมาฟ้อง"
ประดยคนี้สิคะ เล่นเอาอิฉันหน้าหุบค่ะ ทุกคนรอบตัว งง ว่าอิฉันไปว่าลูกค้าตอนไหน
อิฉันเริ่มลำดับเหตุการณ์ทั้งวัน แล้วก็หัวเราะออกมาต่อหน้าหัวหน้าเลยค่ะ (มั่นไหมล่ะคะ)

"พอดีป้าแกกดบัตรคิวไม่เป็นค่ะ หนูเลยบอกเขาว่าให้กดบนตัวหนังสือค่ะ ก ไก่ ร เรือ ค ควายก็ได้ หนูไม่ได้เจตนาไปว่าเขาเป็นควายหรอกค่ะ หนูจะไปว่าเขาทำไมคะ ไม่มีเหตุผลอะไรเลยค่ะที่หนูต้องไปว่าเขา"อิฉันอธิบาย

"แล้วทำไมต้องบอกเขาว่า ให้กด ค ควายด้วยล่ะ" หัวหน้ายังไม่หมดคำถาม

"ก็ ค ควายมันอยู่ตรงกลางจอพอดีค่ะ เวลาคนเรามองก็ต้องมองหน้าจอ จุดสายตาก็ต้องอยู่ตรงกลางจอใช่ไหมคะ หนูก็เลยแนะนำให้แกกด ค ควายค่ะ"

เท่านั้นล่ะค่ะ คนรอบตัว รวมทั้งหัวหน้า หัวเราะกันใหญ่  แล้วก็เข้าใจแล้วว่า เหตุการณ์ที่แท้จริงมันเป็นแบบนี้ ป้าแกคิดเยอะ หรือออาจเป็นโรคหวาดระแวงว่าใครๆก็ว่าแก แกอาจจะเป็นชาวบ้านที่คิดว่าตัวเองไม่รู้แล้วมาโดนทับถมเรื่องที่ไม่รู้อีก แกเลยกดดันและน้อยอกน้อยใจจนถึงขั้นโทรไปฟ้องหัวหน้า

เรื่องนี้อิฉันโดนล้ออยู่อีกหลายวันนานทีเดียวค่ะ

ช่วงหลัง อิฉันเลยไม่แนะนำให้ลูกค้ากดบัตรคิวแล้วค่ะ ให้น้องที่อยู่ใกล้ๆ เครื่องที่สุดแนะนำแทน บอกตรงๆ ว่ากลัวควายขวิดค่ะ อาจถึงขั้นเสียชีวิตนะคะ


-----------------------------------------------------